1. เกณฑ์ภาษี e-Payment ที่ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร
ในปัจจุบัน กรมสรรพากรได้บังคับใช้กฎหมายรายงานธุรกรรมลักษณะเฉพาะ (e-Payment) โดยสถาบันการเงินและผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) มีหน้าที่ต้องนำส่งข้อมูลบัญชีที่มีความเคลื่อนไหวเข้าเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้:
1. **มียอดรับโอนเงินตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี** โดยไม่จำกัดจำนวนเงินรวม (ยอดเงินรวมเท่าไรก็ตาม หากครบ 3,000 ครั้งจะถูกส่งรายงานทันที)
2. **มียอดรับโอนเงินตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดเงินรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป** ต่อปีในสถาบันการเงินเดียวกัน
การที่ข้อมูลถูกส่งไปไม่ได้แปลว่าจะต้องเสียภาษีทันทีเสมอไป แต่หมายถึงสรรพากรจะมีฐานข้อมูลเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับแบบภาษีเงินได้ที่ท่านยื่นประจำปี หากข้อมูลไม่สอดคล้องกัน อาจมีหนังสือเชิญเข้าพบเพื่อชี้แจงที่มาของรายได้
ข้อควรระวังเรื่องการนับจำนวนครั้ง เกณฑ์ 3,000 ครั้ง หรือ 400 ครั้ง นับเฉพาะ "ยอดเงินเข้า" (ฝาก/โอนเข้า) เท่านั้น ไม่นับยอดเงินออก และนับรวมทุกบัญชีที่เปิดไว้ในธนาคารเดียวกัน
3. วิธีหักค่าใช้จ่าย: หักเหมา 60% หรือ หักตามจริง แบบไหนคุ้มกว่า?
ประมวลรัษฎากรเปิดโอกาสให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(8) จากการพาณิชย์และขายสินค้า เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 รูปแบบ:
1. **หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (Flat Rate 60%):**
- ข้อดี: ง่าย สะดวก ไม่ต้องเก็บใบเสร็จค่าสินค้าหรือหลักฐานทางบัญชี แค่เอายอดขายรวมคูณ 60% ก็นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันที
- ข้อจำกัด: เหมาะสำหรับสินค้าที่มีมาร์จินกำไรสูง (ต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% ของราคาขาย) เช่น สินค้าแฟชั่น สินค้าดิจิทัล งานฝีมือ
2. **หักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง (Actual Expenses):**
- ข้อดี: เหมาะกับสินค้าที่มีต้นทุนสูงและกำไรบาง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าพรีออเดอร์ ที่มีต้นทุนจริง 70% - 90% ของยอดขาย
- ข้อกำหนด: ต้องมีหลักฐานเอกสารที่ระบุชื่อผู้ซื้อชัดเจน ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี บิลค่าน้ำมัน ค่าเช่า ค่าแพ็คกล่อง และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่พิสูจน์ได้
| เกณฑ์เปรียบเทียบ | หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% | หักตามความเป็นจริง |
|---|
| ความสะดวกในการทำบัญชี | สะดวกสูงสุด ไม่ต้องทำบัญชีรายรับ-จ่าย | ต้องจัดทำบัญชีและเก็บเอกสารครบถ้วน |
| หลักฐานใบเสร็จ | ไม่ต้องแสดงใบเสร็จต้นทุน | ต้องมีบิลและใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย |
| ความคุ้มค่า | คุ้มเมื่อต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% | คุ้มเมื่อต้นทุนจริงสูงกว่า 60% |
| ความเสี่ยงตรวจสอบ | น้อยกว่า เนื่องจากใช้เกณฑ์มาตรฐานกรม | มีโอกาสถูกสุ่มขอตรวจบิลและหลักฐานค่าใช้จ่าย |
4. ยอดขายแตะ 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ทันที
กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นคนละส่วนกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา:
เมื่อใดก็ตามที่ยอดขายรวมของร้านค้า **เกิน 1,800,000 บาท ภายในรอบปีปฏิทิน** กฎหมายกำหนดให้เจ้าของธุรกิจต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 01) ภายใน **30 วัน** นับแต่วันที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท
**สิ่งที่ต้องทำเมื่อเข้าสู่ระบบ VAT:**
- ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากลูกค้า และออกใบกำกับภาษี
- ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และรายงานสินค้าคงเหลือ
- ต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 นำส่งภาษีทุกๆ วันที่ 15 ของเดือนถัดไป แม้ว่าเดือนนั้นจะไม่มีการขายก็ตาม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของร้านค้าออนไลน์ หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องรอยื่นภาษีตอนสิ้นปี แต่กฎหมาย VAT กำหนดให้นับยอดขายสะสม หากยอดขายทะลุ 1.8 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคม จะต้องจด VAT ภายในเดือนมิถุนายนทันที หากปล่อยเลยเถิด จะมีโทษเบี้ยปรับ 2 เท่า และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
5. อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได (5% - 35%)
เงินได้สุทธิ (เงินได้พึงประเมิน - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน) จะถูกนำมาคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดดังนี้:
- **0 - 150,000 บาท:** ยกเว้นภาษี (0%)
- **150,001 - 300,000 บาท:** อัตราภาษี 5% (ภาษีสูงสุด 7,500 บาท)
- **300,001 - 500,000 บาท:** อัตราภาษี 10% (ภาษีสูงสุด 20,000 บาท)
- **500,001 - 750,000 บาท:** อัตราภาษี 15% (ภาษีสูงสุด 37,500 บาท)
- **750,001 - 1,000,000 บาท:** อัตราภาษี 20% (ภาษีสูงสุด 50,000 บาท)
- **1,000,001 - 2,000,000 บาท:** อัตราภาษี 25% (ภาษีสูงสุด 250,000 บาท)
- **2,000,001 - 5,000,000 บาท:** อัตราภาษี 30%
- **เกิน 5,000,000 บาทขึ้นไป:** อัตราภาษี 35%
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q:ขายของออนไลน์เป็นงานเสริม มีงานประจำอยู่แล้ว ต้องยื่นภาษีอย่างไร?
ต้องนำรายได้จากเงินเดือนประจำ (มาตรา 40(1)) มารวมคำนวณกับรายได้จากการขายของออนไลน์ (มาตรา 40(8)) ในแบบ ภ.ง.ด. 90 ตอนสิ้นปี โดยภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทหักไว้ สามารถนำมาใช้เป็นเครดิตลดภาษีได้
Q:เปิดหลายร้านค้า หลายบัญชีธนาคาร จะถูกนับรวมกันหรือไม่?
สถาบันการเงินนับยอดธุรกรรมแยกตามแต่ละธนาคาร (นับรวมทุกสาขาและทุกบัญชีในธนาคารเดียวกัน) แต่สำหรับกรมสรรพากร เมื่อมีการตรวจประเมิน จะตรวจสอบจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้เสียภาษี ซึ่งจะเห็นข้อมูลครบทุกบัญชี
Q:หากมีหน้าร้านและขายใน Shopee/TikTok ด้วย สรรพากรจะรู้ยอดขายได้อย่างไร?
ปัจจุบันแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส เช่น Shopee, TikTok Shop และ Lazada มีหน้าที่ตามกฎหมายในการเชื่อมต่อและส่งรายงานบัญชีพิเศษแสดงรายรับของผู้ค้าบนแพลตฟอร์มให้แก่กรมสรรพากรโดยตรง
แท็ก:#ภาษีแม่ค้าออนไลน์#ภงด90#ภงด94#e-Payment#หักค่าใช้จ่ายเหมา60%#ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT LifeHub Editorial & Financial Teamผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและที่ปรึกษาธุรกิจดิจิทัล
บทความนี้ได้รับการค้นคว้าและเรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ LifeHub โดยมุ่งเน้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ปฏิบัติตามกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ หากท่านพบข้อผิดพลาดหรือต้องการเสนอแนะ สามารถติดต่อเราได้ที่ support@thain.store